โปรดเปิดใช้งานคุกกี้เพื่อให้เว็บไซต์ของเราเป็นประโยชน์สำหรับคุณมากขึ้นในแต่ละครั้งที่คุณเข้าชม โดยเราจะสามารถจดจำรายละเอียด เช่น ภาษาที่คุณเลือกใช้และอื่น ๆ เพื่อให้ประสบการณ์การเรียกดูของคุณราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตกลง

ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ที่ปรับปรุงใหม่ของเรา ค้นหาเพิ่มเติมว่าทำไมเราจึงต้องอัปเกรดและบอกเราว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไรได้ ที่นี่

ตึกเก่าที่ได้รับการแปลงโฉมใหม่อย่างชาญฉลาด ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มอบประสบการณ์การทานอาหารชั้นยอดและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โบสถ์ประวัติศาสตร์ที่ดูเก่าแก่และเคยเป็นค่ายทหารที่มีเสาซ่อนอยู่หลายต้น จะเสิร์ฟอาหารอร่อย ๆ และอาหารตาที่น่าสนใจสำหรับคุณ หลังจากที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ อาคารเหล่านี้แต่ละหลังยังนำคุณย้อนสู่อดีตภายใต้บรรยากาศที่ดูทันสมัยและเจ๋งสุด ๆ ซึ่งสร้างขึ้นโดยให้ความเคารพอย่างสูงต่อประวัติศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรมของตัวอาคาร สถานที่นี้เป็นเครื่องยืนยันว่ามรดกของสิงคโปร์สามารถสร้างมนต์เสน่ห์อย่างเหลือล้นให้แก่ประสบการณ์ในการออกไปทานอาหารนอกบ้าน

Artichoke (161 Middle Road, Sculpture Square; Tel: 6336-6949)

สำหรับชาวสิงคโปร์แล้ว การออกไปทานอาหารนอกบ้านเป็นเหมือนกับศาสนาหรือธรรมเนียมเคร่งครัด ดังนั้น จึงเป็นแนวคิดที่ดูเข้าท่าดีสำหรับ บียอร์น เฉิน (Bjorn Shen) ผู้เป็นเจ้าของภัตตาคาร อาร์ติโช้ค (Artichoke) ที่เลือกบริเวณลานข้างโบสถ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้เป็นที่ตั้งของภัตตาคารเอง

เมนูของภัตตาคารแห่งนี้ ซึ่งขึ้นชื่อด้านอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนขนานแท้และดั้งเดิม เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอาหารโมร็อกโก สเปน ตุรกี เลบานอน และกรีก ทั้งไส้กรอกเมอร์เกซทำจากเนื้อลูกแกะพร้อมไข่ดาวเสิร์ฟเป็นมื้อเช้า และคาลามารีย่างพร้อมเชอร์มูลา สไปซ์ เสิร์ฟเป็นมื้อค่ำ

อาคารหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1870 ซึ่งตอนนี้เรียกว่า Chapel Gallery ในตอนแรกใช้เป็นโบสถ์มิดเดิลโรด (Middle Road Church) ก่อนที่จะกลายเป็นโบสถ์ Baba Malay Methodist ในเวลาต่อมา อาคารแห่งนี้ได้กลายเป็นโรงเรียนสตรีของชาวคริสต์นิกายเมโธดิสต์ โดยมีเด็กหญิงเชื้อสายอินเดียเก้าคนเป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียน หลายปีหลังจากนั้น สถานที่แห่งนี้ก็มีบทบาทอื่น ๆ เช่น เป็นที่ตั้งของภัตตาคารเมย์บลอสซั่ม (May Blossom Restaurant) ในระหว่างการยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น และเป็นศูนย์ซ่อมรถยนต์ในช่วงสั้น ๆ ในทศวรรษที่ 1980

หลังจากนั้น ตัวอาคารก็ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่ในปี ค.ศ. 1995 ซุน หยู่-หลี (Sun Yu-Li) สถาปนิกที่ผันตัวเองมาเป็นประติมากรได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในทางศิลปะของตัวอาคารที่ถูกหลงลืมและอยู่ในสภาพทรุดโทรมนี้ ต่อมา เขาเป็นผู้นำในการบูรณะปฏิสังขรณ์หนึ่งในอาคารสไตล์กอธิกที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในสิงคโปร์โดยใช้เวลาถึงสี่ปี โดยได้แปลงโฉมอาคารแห่งนี้ให้กลายเป็นหอศิลป์ขนาด 2,034 ตารางฟุต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและจัดแสดงศิลปะสามมิติเป็นการเฉพาะ มีการดำเนินความพยายามเป็นพิเศษในการอนุรักษ์ด้านหน้าทั้งหมดของอาคาร ซึ่งประกอบด้วยท่อทรงกลมและหน้าต่างรูปโค้ง

ตึกที่อยู่ติดกัน ซึ่งเคยเป็นโรงแรมราคาประหยัด ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสคัลป์เชอร์ สแควร์ (Sculpture Square) ห้องสมุด และแกลเลอรี่ขนาดเล็ก สถานที่แห่งที่สามในย่านนี้ แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นภัตตาคารอาร์ติโช้ค (Artichoke) ซึ่งเป็นภัตตาคารสไตล์เก๋ล้ำสมัย ลูกค้าสามารถเลือกนั่งรับประทานอาหารในบรรยากาศเรียบง่ายแต่ดูทันสมัยภายในร้าน หรือจะออกไปนั่งทานในบริเวณลานด้านนอกซึ่งมีแสงไฟโรแมนติกเป็นส่วนตัวก็ได้

"ครึ่งหนึ่งของความสำเร็จของภัตตาคารอาร์ติโช้ค มาจากที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง -" เฉินกล่าว "แต่ร้านนี้ก็มีเสน่ห์มากเช่นเดียวกัน... คุณกำลังนั่งทานอาหารใกล้กับโบสถ์สีส้มหลังน้อย จะมีสักกี่ครั้งกันที่คุณจะได้ไปอยู่ในสถานที่และบรรยากาศแบบนั้น"

สถานที่แห่งนี้ยังให้ความรู้สึกโรแมนติก เขาเสริมและอธิบายว่าเพราะเหตุใดที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับหนุ่มสาวที่ต้องการสถานที่และบรรยากาศสุดประทับใจสำหรับการแต่งงานของพวกเขา ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของเฉินก็คือ การที่คนสิงคโปร์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะหลีกหนีแสงแดด หันมาเลือกที่นั่งด้านนอกและเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งรังสรรค์ขึ้นโดยการผสมผสานความงามของธรรมชาติ กับการออกแบบระบบไฟที่ชาญฉลาด บอกได้คำเดียวว่านี่จะเป็นประสบการณ์ที่จะทำให้คุณล่องลอยสู่ภวังค์แห่งความสุข - เฉินให้คำมั่น

"เมื่อคุณนั่งอยู่บริเวณด้านนอกร้าน ภาพและเสียงของรถราและผู้คนที่สัญจรไปมา จะถูกกลบให้เลือนหายไป... หากคุณหลับตาลงชั่วครู่ คุณจะสามารถจินตนาการได้ว่าคุณกำลังอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่สิงคโปร์"

อย่างไรก็ดี เสน่ห์ภายในร้านก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แขกที่มาทานอาหารในร้านที่ตกแต่งสไตล์คาเฟ่แห่งนี้ มักจะนั่งลงที่เก้าอี้ซึ่งดูไม่เข้าชุดกันเลย ซึ่งวางอยู่ใกล้โต๊ะไม้ และนั่งทานอาหารใต้โคมไฟที่ตกแต่งแบบคลาสสิกย้อนยุค

อันที่จริง เฉินได้เลือกสถานที่อื่น ๆ เอาไว้อีก 50 แห่งเพื่อเปิดภัตตาคารอาร์ติโช้ค แต่ก็รู้สึกได้ว่าสคัลป์เชอร์ สแควร์แห่งนี้คือที่ที่เหมาะที่สุดในทันทีที่ได้เห็น "ผมบอกกับนักออกแบบว่า "ให้ตกแต่งสถานที่ให้น้อยที่สุด เพราะเราต้องการอนุรักษ์สถานที่แห่งนี้ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด แม้จะดูเก่าไปสักหน่อย แต่มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นนะ" เขาพูดยิ้ม ๆ 

ภัตตาคาร House (8D Dempsey Road, #01-01 to 06 Tanglin Village; Tel: 6475-7787)

ในขณะที่นั่งอยู่ตรงลานด้านนอกของภัตตาคาร เฮาส์ (House) (ซึ่งตั้งอยู่ในตัวอาคารยุคอาณานิคมที่ย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1800 และรายล้อมไปด้วยแมกไม้เขียวขจี) คุณจะสัมผัสถึงความรู้สึกสบายและผ่อนคลายได้ในทันที

เพื่อเป็นการเติมเต็มภาพอันสะดุดตา ได้มีการตกแต่งร้านเพื่อเพิ่มความนุ่มนวล อาทิ ต้นไม้ประดับในอาคาร เก้าอี้และโต๊ะสไตล์โบราณ และกลิ่นที่ชวนให้กระชุ่มกระชวยจากน้ำมันอโรมาเธอราพี ภัตตาคารแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ที่ปลายเนินเดมพ์ซีย์ ฮิลล์ (Dempsey Hill) จึงตั้งอยู่ห่างจากสถานบันเทิงและร้านอาหารอื่น ๆ ทั้งหมด ดังนั้นคุณจึงสามารถหลีกเร้นจากความจอแจวุ่นวายของถนนเดมพ์ซีย์ได้

ด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่สำคัญของกองทัพมาก่อน อาคารสีเขียวขนาด 35,000 ตารางฟุตแห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของค่ายทหารของกองทัพอังกฤษ จากนั้น อาคารหลังนี้ก็ได้กลายเป็นอาคารศูนย์กำลังพลสำรอง (Central Manpower Base) ซึ่งบรรดาชายชาวสิงคโปร์ต้องมารายงานตัวเพื่อขึ้นทะเบียนกับกองกำลังสำรองเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันที่นี่เป็นที่ตั้งของคาเฟ่ บาร์ และร้านเสริมสวย "เราหลงใหลในสถานที่แห่งนี้เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่งไปพร้อม ๆ กัน - " เจอรี่ เดอ ซูซ่า ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ของ Spa Esprit Group ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของและผู้บริหารภัตตาคารแห่งนี้กล่าว "เรายังรักสถานที่แห่งนี้ในแง่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์"

นอกจากต้องดูแลจัดการเรื่องความต้องการทางโลจิสติกส์ เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า และการทาสีเขียวใหม่แล้ว เดอ ซูซ่า ยังพยายามที่จะรักษาโครงสร้างเดิมส่วนใหญ่ของค่ายพักทหารแห่งนี้เอาไว้ และในทางกลับกันก็พยายามหาทางสร้างสรรค์ให้เกิดความรู้สึกแบบอินดัสเตรียลที่ไม่มีการเติมแต่ง ท่อระบายอากาศเดิมของตัวอาคารที่มีการเดินท่อเป็นลวดลายยังเป็นแรงบันดาลใจให้มีการออกแบบผนังฝั่งหนึ่งภายในภัตตาคารให้สะท้อนออกมาเป็นลวดลายในแบบเดียวกัน

การทำงานในโครงการอนุรักษ์อาคารนี้ทำให้ได้ค้นพบองค์ประกอบการออกแบบซึ่งทีมงานเองก็ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อน - เดอ ซูซ่า (De Souza) เอ่ยปากยอมรับ ในขณะที่คนงานกำลังใช้น้ำแรงดันสูงฉีดทำความสะอาดผนังด้านในตัวอาคาร แผ่นคอนกรีตบาง ๆ ก็หลุดล่อนออกมา เผยให้เห็นเสาที่งดงามซ่อนอยู่ภายใน เสาเหล่านี้นี่เองที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบร้านแห่งนี้

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดก็คือ การรื้อผนังเก่าของตัวอาคารออกไป และติดตั้งแผ่นกระจกขนาดเท่ากำแพงเดิมทั่วทั้งตัวอาคาร เพื่อให้ลูกค้าของร้านรู้สึกราวกับว่ากำลัง 'ถูกห้อมล้อม' ไปด้วยร่มไม้เขียวขจีแสนสดชื่น

นี่เป็นลูกเล่นอันชาญฉลาดที่นำมาใช้กับพื้นที่ใช้สอยที่มีอยู่ และไม่ใช่เพียงแค่บริเวณพื้นที่นั่งประทานอาหารเท่านั้น - เรเชล ไคล ผู้เป็นนักเขียน พยายามชี้ให้เห็น "ฉันชอบห้องน้ำมาก ฉันคิดว่าฉันอาจจะเข้าไปเต้นรำในนั้นก็ได้นะ! ที่นี่กว้างขวางมาก ๆ และยังมีแม้แต่เก้าอี้นั่งตัดผม พวกเขายังเล่นดนตรีสวิงด้วย! โดยรวมแล้ว ฉันหลงใหลมนต์เสน่ห์แห่งอดีตและการประดับตกแต่งแบบย้อนยุคด้วยเหมือนกัน ฉันจะกลับไปอีกแน่นอน"

นอกจากนี้ เดอ ซูซ่า ยังได้ทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภัตตาคารแห่งนี้มีแง่มุมต่าง ๆ ที่แสดงถึงมรดกทางวัฒนธรรมของอาคารแห่งนี้ บางเมนูจะเสิร์ฟมาอย่างเก๋ไก๋ในภาชนะดีบุกที่ทหารใช้ปรุงอาหารเมื่ออยู่ตามป่าเขา นอกจากนี้ ลูกค้าอาจจะเพลิดเพลินไปกับค็อกเทลที่เสิร์ฟมาในภาชนะคล้ายปิ่นโต มีเมนูที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง อาทิ ไส้กรอกที่ยาวเป็นเมตร อเมริกันสไลเดอร์ ทรัฟเฟิลฟรายด์ และเมนูขึ้นชื่อของทางร้านที่ชื่อ สกินนี่พิซซ่า ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแผ่นโรตีปราตา ธรรมดาทั่วไป 

และลองดู