โปรดเปิดใช้งานคุกกี้เพื่อให้เว็บไซต์ของเราเป็นประโยชน์สำหรับคุณมากขึ้นในแต่ละครั้งที่คุณเข้าชม โดยเราจะสามารถจดจำรายละเอียด เช่น ภาษาที่คุณเลือกใช้และอื่น ๆ เพื่อให้ประสบการณ์การเรียกดูของคุณราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตกลง

ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ที่ปรับปรุงใหม่ของเรา ค้นหาเพิ่มเติมว่าทำไมเราจึงต้องอัปเกรดและบอกเราว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไรได้ ที่นี่

สถาปัตยกรรมและผู้คนที่หลงใหลในศิลปะย่านเตียง บาห์รู เป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งอดีตทางวัฒนธรรมของสิงคโปร์และทิศทางในอนาคตของชุมชนแห่งนี้

“ผมไม่เห็นอะไรเลย” ผมพูดขึ้นมาหลังจากที่เพ่งพินิจดูรูปปั้นสาวน้อยเริงระบำอยู่เป็นเวลาร่วมหนึ่งนาที ในขณะที่ยืนอยู่กลางสวนเส็งโป๊ะ (Seng Poh Garden) ซึ่งเป็นลานพื้นหญ้าโล่ง ๆ ตั้งอยู่ใจกลางย่านเตียง บาห์รู ผมได้พยายามอย่างสุดความสามารถในการไขปริศนาศิลปะที่อยู่ตรงหน้า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผมจะเอียงคอสักเท่าใดก็ตาม แต่สิ่งที่ผมเห็นก็เป็นเพียงรูปปั้นหงส์คอนกรีตตั้งอยู่บนฐาน ในท่าที่พร้อมโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วเด็กผู้หญิงที่ว่านั่นอยู่ไหนกัน

ดร. เควิน ตัน (Dr Kevin Tan) อดีตประธานสมาคมอนุรักษ์มรดกสิงคโปร์ (Singapore Heritage Society) และไกด์นำเที่ยวของผมในวันนั้น รีบชี้ไปที่ยอดด้านบนของรูปปั้นดังกล่าว “เห็นมั้ยคะ ตรงนั้น นั่นคือแขนของเธอ และเธอกำลังถือพัดอยู่ แล้วที่ด้านล่างนั่น คุณเห็นมั้ยคะ นั่นเป็นกระโปรงแบบมีจีบ และเธอกำลังเต้นกำรำเคียวอยู่” อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ผมหยีตาจ้องมองท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า อ๋อ มองเห็นแล้ว

เด็กผู้หญิง

รูปประติมากรรมสาวน้อยเริงระบำ (The Dancing Girl) เป็นผลงานของลิม นัง เส็ง ศิลปินคนเดียวกับที่ปั้นรูปเมอร์ไลอ้อน (The Merlion) เมื่อครั้งที่มีการสร้างสวนเส็งโป๊ะขึ้นมาในปี ค.ศ. 1972 จวง จิต คุน (Ch’ng Jit Koon) ซึ่งในขณะนั้นเป็น ส.ส. เขตเตียง บาห์รู และเคยอยู่ที่นี่มาก่อน ต้องการจะให้สวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนมากยิ่งขึ้น สองสัปดาห์ต่อมา หลังจากใช้เงินลงทุนไปเป็นจำนวน 2,000 ดอลลาร์ ลิมก็ได้รังสรรค์รูปปั้นที่มีความสูง 1.2 เมตรขึ้นมา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผลงานศิลปะในที่สาธารณะชิ้นแรกของย่านเตียง บาห์รู

เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่างานประติมากรรมนี้ยังเป็นผลงานศิลปะในที่สาธารณะเพียงชิ้นเดียวของสถานที่แห่งนี้ ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งเตียง บาห์รูเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นฮอลลีวู้ดแห่งสิงคโปร์ เนื่องจากสถาปัตยกรรมของย่านนี้ทำให้เกิดมนต์ขลังบางอย่างที่คล้ายกับของย่านฮอลลีวู้ด ผมได้ถาม ดร. ตัน และเขาก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ เขากล่าวว่า ศิลปะในเตียง บาห์รูเป็นอะไรที่มากกว่าเพียงแค่รูปปั้นคอนกรีต สิ่งสำคัญอยู่ที่สถาปัตยกรรมและผู้คนที่อยู่อาศัยในที่แห่งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาผู้คนกลุ่มดังกล่าวคือผลงานศิลปะสาธารณะที่สามารถมองเห็นได้และน่าประทับใจมากที่สุดของสถานที่แห่งนี้

สถาปัตยกรรม

ลองเดินท่องไปตามถนนของเตียง บาห์รูในทุกวันนี้ และสิ่งแรกที่คุณจะสังเกตเห็นได้ก็คือสิ่งนี้ พวกเขาไม่สร้างบ้านแบบนั้นกันอีกต่อไป

เขตที่อยู่อาศัยจัดสรรเตียง บาห์รูเป็นหนึ่งในโครงการที่พักอาศัยขนาดใหญ่ของรัฐแห่งแรก ๆ ในสิงคโปร์ ก่อสร้างโดย
Singapore Improvement Trust (SIT) ในช่วงทศวรรษที่ 1930 อาคารบ้านเรือนในยุคนั้นได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากสไตล์สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Streamline Moderne ซึ่งเป็นงานสถาปัตยกรรมที่พยายามให้มีการตกแต่งน้อยที่สุด โดยเป็นการละทิ้งแนวทางการตกแต่งที่บางครั้งก็ดูหรูหราเกินจำเป็นของสถาปัตยกรรมแนว Art Deco โดยหันมาเน้นความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยแทน “แนวสถาปัตยกรรมที่พบได้ทั่วไปตามหน้านิตยสารต่าง ๆ ในทุกวันนี้คือสถาปัตยกรรมสไตล์ ‘Dramatic Architecture’” นั่นเป็นคำอธิบายของชูเม่งฟู (Choo Meng Foo) ที่ปรึกษาอิสระผู้มีประสบการณ์ในการวางแผนด้านสถาปัตยกรรมและผังเมืองในเอเชียมาร่วม 20 ปี “สถาปัตยกรรม ‘Dramatic Architectures’ ที่ว่านี้มีแนวโน้มเข้าสู่ความเสื่อมถอยและอ่อนแอ เนื่องจากพยายามปลุกเร้าความรู้สึกให้ไปไกลจนสุดโต่ง การออกแบบงานสถาปัตยกรรมในทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้นล่ะ แต่ไม่ใช่ที่เตียง บาห์รู”

ในกรณีของเตียง บาห์รู อาคารบ้านเรือนที่นี่ในยุคก่อนสงครามล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากยุคอุตสาหกรรมในช่วงทศวรรษ 1920 “ย้อนกลับไปในยุคนั้น หากคุณมีรถขับ นั่งเครื่องบิน หรือล่องเรือสำราญ นั่นแสดงว่าคุณเป็นคนที่ล้ำสมัยสุด ๆ เลยทีเดียว” ดร. ตัน อธิบายให้ฟัง “ด้วยเหตุนี้ อาคารบ้านเรือนที่นี่จึงได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายรถยนต์ รถไฟ เรือเดินสมุทร และเครื่องบิน” อันที่จริงแล้ว หากคุณลองมองดี ๆ จะพบว่ารายละเอียดต่าง ๆ ทำให้หวนนึกย้อนไปถึงตอนต้นศตวรรษที่ 20 มีกลิ่นอายของเรือเดินสมุทรซึ่งถูกสร้างและเติมเข้าไปในบ้านพักอาศัยเหล่านี้ อาทิ หน้าต่างทรงกลมซึ่งมีลักษณะเหมือนหน้าต่างใต้ท้องเรือ รวมทั้งมุมต่าง ๆ ที่โค้งเฉียบ ซึ่งมีลักษณะคล้ายสะพานเรือ จริง ๆ แล้ว ผู้คนแถวนั้นจะเรียกบ้านซึ่งตั้งอยู่ในบล็อกที่ 81 และ 82 ว่าบล็อก “เครื่องบิน” เพราะแบบแปลนตัวอาคารที่ยาวเหมือนปีกเครื่องบิน

บ้านที่สร้างขึ้นในยุคก่อนและหลังสงครามในเตียง บาห์รูไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันทั้งหมดและไม่มีฟังก์ชันการใช้งานด้วยเช่นกัน บ้านที่นี่ได้นำวิธีการเว้นระยะห่างห้าฟุตแบบตึกแถวมาใช้ เพื่อให้ผู้คนสามารถเดินไปมาจากอาคารหลังหนึ่งไปอีกหลังได้สะดวก และเป็นสถานที่พบปะพูดคุยกับเพื่อนบ้านและสานสัมพันธ์ระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างช่องระบายอากาศเข้าไปในโครงสร้างของตัวอาคารเพื่อให้อากาศถ่ายเทและควบคุมอุณหภูมิได้ดี บานหน้าต่างเคลือบสีเขียวแบบดั้งเดิมซึ่งหาได้ยากขึ้นทุกทีช่วยในการตัดแสงจ้าจากดวงอาทิตย์ในเขตร้อน จริง ๆ แล้ว เตียง บาห์รูยังเป็นสถานที่แห่งแรกในสิงคโปร์ที่มีระบบสุขาภิบาลที่เหมาะสม จากคำอธิบายของ ดร. ตัน การผสมผสานระหว่างรูปแบบและฟังก์ชันการใช้สอยก็เป็นรูปแบบศิลปะในตัวของมันเอง “คุณต้องการของสองสิ่งเพื่อประกอบขึ้นเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ดี” ดร. ตัน อธิบาย “หนึ่ง คุณต้องไม่มีกฎที่จำกัดโน่นนี่มากจนเกินไป สอง คุณต้องมีสถาปนิกและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเต็มใจที่จะทำงานแหวกแนวไปจากสูตรที่ผ่านการทดลองและทดสอบมาแล้วเป็นอย่างดี” จากคำอธิบายของ ดร. ตัน องค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเหตุผลที่ว่าเพราะเหตุใดเตียง บาห์รูจึงยังคงเป็นสถานที่ที่สวยงามที่สุดในสิงคโปร์ต่อมาจนทุกวันนี้ 

เหล่าศิลปิน

test3

แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถาปัตยกรรมแนว Streamline Moderne ได้นำฉากแห่งความมีเสน่ห์ดึงดูดใจมาปกคลุมย่านเตียง บาห์รู อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือผู้คนที่อยู่เบื้องหลังฉากดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ลงมือเติมแต่งสถานที่แห่งนี้ให้เต็มไปด้วยความหมายแห่งศิลปะและวัฒนธรรม ชูอธิบายได้ตรงใจที่สุดเมื่อเขาพูดขึ้นว่า “ไม่มีสถานที่ไหนที่จะคงสภาพเดิมเอาไว้ได้ตลอดไป แต่จะต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและผู้ที่เข้ามาใช้สถานที่” ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เตียง บาห์รูได้ดึงดูดบรรดานักเขียนและศิลปินชื่อก้องให้เดินทางมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ละแวกนี้เป็นถิ่นที่พำนักของผู้ที่มีรสนิยมศิวิไลซ์และมีอิสระในเรื่องความคิดสร้างสรรค์

บางทีผู้อาศัยในสถานที่แห่งนี้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดน่าจะเป็น เฮง กิม ชิง (Heng Kim Ching) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อที่ใช้ในการแสดงว่า หวัง ซาร์ (Wang Sar) หวัง ซาร์ เป็นหุ้นส่วนของคณะตลกที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งประกอบด้วยหวัง ซาร์ กับ เย ฟง (Ye Fong) (บางครั้งก็เรียกกันว่า อาปุ้ยกับอาซัน) ซึ่งทั้งคู่จะเลียนแบบตัวละครจากหนังสือการ์ตูนชุด The Old Master Q การแสดงตลกแบบพูดบนเวทีของพวกเขาจะใช้มุขตลกเรียกเสียงฮาโดยการผสมผสานทั้งภาษาจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ภาษามาเลย์ และอังกฤษ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในยุคนั้น

เดอะเควสต์ (The Quests) วงดนตรีของสิงคโปร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดวงหนึ่ง มีสมาชิกในวงที่ประกอบด้วยเด็กหนุ่มสี่คนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันในเตียง บาห์รู นอกจากจะร้องเพลงคัฟเวอร์วงดนตรีและนักร้องดังของอเมริกันและอังกฤษแล้ว วงดนตรีวงนี้ยังแต่งเพลง เปิดการแสดง และบันทึกเสียงเพลงที่สมาชิกวงแต่งและเรียบเรียงขึ้นเองอีกเป็นจำนวนมากในยุคเฟื่องฟูของพวกเขา ทุกวันนี้ ก็ยังมีผู้สืบทอดมรดกของวงนี้อยู่ต่อไป และมีนักดนตรีของสิงคโปร์จำนวนมากถือว่าวงดนตรีวงนี้คือวงดนตรีฉบับสิงคโปร์ที่ออกมาต่อกรกับวงเดอะบีทเทิลส์ (The Beatles) ในปี 2007 แม้แต่ EMI/Warner ยังได้ปล่อยเพลงต้นฉบับของ The Quests ออกมาจำหน่ายซ้ำอีกรอบหนึ่งในแบบรวมฮิต ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าผลงานเพลงของวงดนตรีวงนี้ยังเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย

ตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เตียง บาห์รูยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดศิลปินเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสถาบันที่เกี่ยวข้องกับศิลปะต่าง ๆ ให้เดินทางมาเยือน และมีการเข้ามาจัดงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ในปี 2012 OH! Open House ได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะในหัวข้อต่าง ๆ ขึ้นในบ้านของผู้พักอาศัยในย่านเตียง บาห์รู เพื่อเป็นแนวทางในการนำศิลปะเข้าไปใกล้ชิดกับชุมชนให้มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ร้านรวงต่าง ๆ อาทิ White Canvas Gallery และ The Orange Thimble (ร้านกาแฟที่มักจะจัดนิทรรศการศิลปะอยู่เนือง ๆ) ก็เป็นสถานที่ดึงดูดกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สนใจในศิลปะ ชูเชื่อว่า ปรากฏการณ์ที่บรรดานักออกแบบ ศิลปิน และนักเขียนต่างย้ายเข้ามาอยู่ในย่านนี้จะยังคงมีอยู่ต่อไปตราบเท่าที่สถานที่แห่งนี้ยังคงอยู่ “ผมทำนายว่าสถานที่นี้จะพัฒนาจนกลายเป็นสถานที่ที่เหล่าศิลปิน ทั้งจากสิงคโปร์และนานาชาติ มารวมตัวกันและแลกเปลี่ยนไอเดียกัน บางทีในอนาคต ที่นี่อาจจะกลายเป็นสถานที่ซึ่งให้การอุปถัมภ์ศิลปินและผลงานศิลปะของพวกเขาต่อไป ควรจะมีการเพิ่มพื้นที่แสดงออกทางศิลปะในรูปแบบใหม่ขึ้นในเตียง บาห์รู ซึ่งจะสามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความยั่งยืนได้อีกทางหนึ่ง”

ชื่อเสียงของสถานที่แห่งนี้จะยืนยงก็ต่อเมื่อผู้อยู่อาศัยมีความเข้มแข็งเท่านั้น และ ดร. ตันได้พูดไว้ถูกใจที่สุดเมื่อเขาเปรียบเทียบเตียง บาห์รูกับรองเท้ากีฬา “ถ้าคุณไม่สวมมันเลย อีกไม่นานมันก็จะพัง ตึกรามบ้านช่องก็มีลักษณะอย่างนั้นเช่นกัน ถ้าไม่มีคนเข้าไปอยู่ บ้านก็จะทรุดโทรมและพังลงมา” 

ย้ำเตือนความทรงจำ

ในรอบหลายปีมานี้ เตียง บาห์รูได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สิ่งที่หายไปก็คือบรรดาแผงลอยขายริมถนนและร้านบะหมี่เกี๊ยวเจ้าเก่าตรงหัวมุมถนน อย่างไรก็ตาม ย่านเตียง บาห์รูแห่งนี้ก็ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ร้านอาหารอย่างเช่น Open Door Policy และร้านหนังสืออิสระอย่างร้าน Books Actually ได้เข้ามาเปิดสาขาในย่านนี้ ทำให้ชุมชนแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โครงการเส้นทางเดินเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ (เฮอริเทจ เทรลส์) ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการมรดกแห่งชาติ ยังคงนำคนหนุ่มสาวเข้ามาเดินท่องไปตามถนนย่านเตียง บาห์รู เพื่อเตือนความทรงจำคนรุ่นใหม่ว่าครั้งหนึ่งผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตกันอย่างไร

ถึงแม้จะมีธุรกิจใหม่ ๆ พากันย้ายเข้ามาปักหลักในเตียง บาห์รู แต่ประวัติความเป็นมาด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะของสถานที่แห่งนี้จะยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องย้ำเตือนความทรงจำถึงอดีตอันเต็มไปด้วยสีสันของย่านนี้ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ศิลปะได้ถูกรังสรรค์ขึ้น ได้รับการดูแล และปล่อยให้เป็นไปโดยอิสระ

“ผมก็ยังเห็นรูปปั้นนั้นเป็นหงส์อยู่ดี” ผมบอกกับ ดร. ตัน หลังจากที่ตั้งใจเพ่งดูอย่างละเอียดอีกหนึ่งนาที “แต่ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้วล่ะตอนนี้”

และลองดู