เพ่งพินิจมรดกทางวัฒนธรรมของสิงคโปร์ผ่านงานศิลปะ

หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้ให้มากขึ้นเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและผลงานศิลปะของสิงคโปร์ นี่คือคู่มือท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับคุณ

เส้นทางเที่ยวชมศิลปะย่านซีวิค ดิสทริคท์จะเจาะลึกหัวใจแห่งอดีตของสิงคโปร์ จากรูปปั้นทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เช่น รูปปั้นเซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ ผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ สู่ผลงานสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ ยังจะได้ชื่นชมผลงานของประติมากรแถวหน้าของสิงคโปร์ รวมทั้งผลงานสมัยใหม่โดยฝีมือของศิลปินจากทั่วโลก

เส้นทางเที่ยวชมศิลปะย่านซีวิค ดิสทริคท์
ผลงานทั้งหมดที่จะเที่ยวชมนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีDhoby Ghaut, Bras Basah และ City Hall
สถานีรถไฟฟ้า MRT Dhoby Ghaut MRT มุ่งไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์

ลงรถไฟฟ้า MRT ที่สถานี Dhoby Ghaut และมุ่งหน้าต่อไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ ระหว่างทางที่เดินไป จะได้พบกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ทำมุมตัดกันบนพื้นหญ้าด้านหน้าที่ทำการ YMCA ของสิงคโปร์ ตรงมุมถนนพรินเซปตัดกับถนนออร์ชาร์ด นี่เป็นผลงานประติมากรรมอันดับ 2 ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ นั่นคือ 1 เอ็นด์เลส โฟลว์ (Endless Flow) (ค.ศ. 1980) โดยฝีมือของตัน เต็ง คี ศิลปินชาวสิงคโปร์

งานประติมากรรมที่ทำจากทองเหลืองสูง 6.4 เมตรนี้ เดิมตั้งอยู่ที่ด้านนอกโอซีบีซี เซ็นเตอร์ บนถนนจูเลีย โดยได้รับการว่าจ้างให้จัดทำขึ้นโดยธนาคารโอซีบีซี หลังจากที่ทางธนาคารได้บริจาคผลงานนี้ให้แก่หน่วยงานสวนสาธารณะและสันทนาการ (Parks and Recreation Department) ของสิงคโปร์ในปี 1983 ผลงานชิ้นนี้ก็ถูกย้ายไปวางที่สวนสาธารณะบราส บาซาห์และต่อมาก็ถูกย้ายมาวางในตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบัน

เมื่อไปถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ จะสังเกตเห็น 2 ประติมากรรมชุด 20 Tonnes (ค.ศ. 2002) โดยฝีมือของฮัน ไซ ปอร์ ประติมากรชาวสิงคโปร์ แผ่นแกรนิตเนื้อหยาบและหนาหนักจำนวนหกชิ้นนี้ตั้งเรียงกันเป็นแถว ผลงานศิลปะอีกชิ้นของฮันคือ 3 ซีดส์ (Seeds) (ค.ศ. 2006) รูปปั้นที่ดูคล้ายเนื้อในเมล็ดสีน้ำตาลขนาดยักษ์ที่แกะสลักจากหินทรายซึ่งเคลื่อนย้ายมาจากสวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิ่งในช่วงเวลาที่มีการสร้างพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้น

มองไปทางซ้าย ก็จะได้พบกับ 4 Living World (1987) รูปปั้นทองสำริดหลากสีสันโดยฝีมือของจูหมิง ประติมากรชาวไต้หวัน ที่สร้างขึ้นในงานฉลองครบร้อยปีของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ในอดีต อีกด้านหนึ่งเป็นผลงานประติมากรรมทำจากเหล็กกล้า 5 Transformation (ค.ศ. 2004) ซึ่งบิดเป็นเกลียวและมีแท่งยาวแหลม โดยฝีมือการสร้างสรรค์ของตัน เต็ง คี ประติมากรชื่อดัง

ด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคือ 6 Let There Be Peace (ค.ศ. 2005) ผลงานอเล็กซานดร้า เนชิต้าจากโรมาเนีย นั่นคือ อนุสาวรีย์สันติภาพขององค์การสหประชาชาติที่ทำจากทองสำริดสูง 3 เมตรที่สร้างขึ้นสำหรับเอเชีย เดินย้อนกลับไปที่พิพิธภัณฑ์ เพื่อเดินไปยังประตูด้านหลัง ที่นี่จะได้พบกับ 7 ภัตตาคารเปดาส เปดาส (Pedas Pedas) (ค.ศ. 2006) โดยคูมารี นาฮัปปัน ศิลปินชาวสิงคโปร์ ชื่อผลงานนี้แปลว่า “เผ็ดร้อน” ในภาษามาเลย์ และรูปปั้นพริกเม็ดใหญ่นี้เป็นสัญลักษณ์ของการหลอมรวมทางวัฒนธรรมที่รุ่มรวยในสิงคโปร์

สวนประติมากรรมอาเซียน (ASEAN Sculpture Garden)

ข้ามถนนจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ที่บริเวณฟอร์ทแคนนิ่ง ลิงค์ เพื่อเดินเที่ยวต่อที่สวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิ่ง เมื่อเดินผ่านที่จอดรถ ก็จะมาถึงสวนประติมากรรมอาเซียน (ASEAN Sculpture Garden)

ผลงานศิลปะที่จัดวางไว้กลางแจ้งในบริเวณที่เงียบสงบแห่งนี้ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในปี ค.ศ. 1981 สำหรับงาน ASEAN Sculptures Symposium ที่จัดขึ้นในสิงคโปร์ แต่ละประเทศสมาชิกจากทั้งหมด 5 ประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันประกอบด้วยฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์) ได้บริจาคเงินเพื่อสร้างผลงานประติมากรรมไว้ในสวนแห่งนี้ซึ่งอยู่ในสวนสาธารณะ ในปี ค.ศ. 1988 บรูไนได้มอบผลงานชิ้นนี้ให้เมื่อบรูไนเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน

ผลงาน 8 ออกูรี (Augury) สีแดงเข้ม (ค.ศ. 1988) โดยแอนโทนี เลา ชาวมาเลเซีย ถูกนำมาวางแทนงานประติมากรรม Taming Sari เดิมที่ทำจากไฟเบอร์กลาส ฝีมือของอาริฟฟิน โมฮัมเหม็ด อิสมาอิล ที่สึกกร่อนเนื่องจากสภาพอากาศ

อึ๊ง เอ็ง เต็ง ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งงานประติมากรรมของสิงคโปร์ ได้สร้างผลงาน 9 Balance สไตล์มินิมัลลิสท์ (ค.ศ. 1982) ขึ้นโดยได้รับการว่าจ้างจากคณะกรรมการวัฒนธรรมและสารสนเทศ (Committee on Culture and Information)

10 Concentration (ค.ศ. 1982) โดยฝีมือของวิชัย สิทธิรัตน์จากประเทศไทย ทำขึ้นจากแผ่นเหล็กกล้า ขณะที่ 11 ยูนิตี้ (Unity) (1982) โดยบุท มุคตาร์ ประติมากรชาวอินโดนีเซีย ทำขึ้นจากเหล็กและทองแดง

ผลงาน 12 Together (ค.ศ. 1988) ที่ทำจากเหล็กกล้าพิเศษและมีลักษณะคล้ายเสาธงนี้สร้างสรรค์โดยออสมัน บิน โมฮัมหมัดชาวบรูไน และเป็นสัญลักษณ์ของสมาชิกทั้ง 6 ประเทศของอาเซียนในเวลานั้น

อันดับสุดท้าย 13 Fredesvinda (ค.ศ. 1982) ที่ทำจากเหล็กและคอนกรีต สูง 5 เมตรโดยฝีมือของนโปเลียน เวโลโซ อาบิววา จากฟิลิปปินส์ ดูคล้ายโครงเรือที่ยังต่อไม่เสร็จ ชื่อนี้มีความหมายว่า “พลังของประเทศ” ในภาษาเยอรมัน

สถานีรถไฟฟ้า MRT City Hall ไปที่ดิ อาร์ต เฮาส์

นั่งรถไฟจากสถานีรถไฟฟ้า MRT Dhoby Ghaut เพื่อไปลงที่สถานี City Hall พื้นที่นี้เป็นใจกลางย่านซีวิค ดิสทริคท์ของสิงคโปร์ ซึ่งมีอาคารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่ง

เดินไปยังอาคารที่เคยเป็นที่ทำการของศาลฎีกาเก่าที่ยิ่งใหญ่อลังการบนถนนเซนต์แอนดรูว์ ปัจจุบัน อาคารหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ (National Gallery Singapore) ซึ่งเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2015 คุณยังสามารถชมผลงาน 14 ประติมากรรมชุดสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม (Allegory of Justice) (ค.ศ. 1937) ได้เมื่อมองไปยังดาดฟ้าอาคาร รูปปั้นที่แสดงถึงความยุติธรรม ความเมตตา กฎหมาย ความกตัญญู และความรุ่งเรือง ซึ่งเป็นเครื่องแสดงถึงระบบที่มีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับนี้ เป็นผลงานที่สร้างสรรค์โดย Cavalieri Rudolfo Nolli ประติมากรชาวอิตาลีที่เคยสร้างพระที่นั่งถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในปี ค.ศ. 1913

ข้ามถนนไปที่โรงละครวิคตอเรีย นี่เป็นที่ที่จะได้เห็นรูปปั้นที่คล้ายกับ 15 รูปปั้นเซอร์สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles) ชายผู้เริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างในฐานะผู้ก่อตั้งสิงคโปร์สมัยใหม่ นี่เป็นรูปปั้นดั้งเดิมที่ทำจากทองสำริดเข้ม โดยฝีมือของโธมัส วูลเนอร์ ในปี ค.ศ. 1887 และใช้ชื่อเล่นว่า โอรัง เบซี ที่แปลว่า “คนเหล็ก” ในภาษามาเลย์ รูปปั้นนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในวันพระราชพิธีกาญจนาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1887 ที่ปาดัง แต่ต่อมาถูกเคลื่อนย้ายมายังตำแหน่งปัจจุบันในช่วงงานเฉลิมฉลองครบ 100 ปีของการค้นพบสิงคโปร์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919

เดินไปไม่ไกลนักจากดิ อาร์ต เฮาส์ สถานที่ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นอาคารรัฐสภาเก่า จะได้พบกับรูปปั้น 16 Elephant Statue ที่ทำจากทองสำริด ซึ่งเป็นของขวัญที่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อเป็นการแสดงถึงการเสด็จเยือนสิงคโปร์ในปี 1871 มีข้อความจารึกไว้บนแท่นสูงของอนุสาวรีย์เป็นภาษาไทย ยาวี จีน และอังกฤษ ที่มีเนื้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ เจ้าแผ่นดินแห่งสยาม ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเมืองสิงคโปร์ เป็นแผ่นดินต่างประเทศที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามได้เสด็จประพาสเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1871”